- ราตรีกาล -

 

 

เขาว่ากันว่า “อย่าออกล่าสัตว์ในเมือง Kessig เพราะหมาป่าจะตามล่าคุณ”

 

คำพูดนี้มันก็เป็นความจริงเมื่อครั้งหลังเหตุการณ์ Travails เพียงไม่นาน

ในกาลครั้งที่ไม่ว่าคุณจะขยับไปทางไหน ก็เสี่ยงที่จะโดนเหล่ามนุษย์หมาป่าออกล่าคุณ

 

 

(Travails คือเหตุการณ์เมื่อครั้ง Shadows over Innistrad ที่เกิดความวิปริตทางจิตใจของเหล่านางฟ้าผู้พิทักษ์ใน Innistrad จนพวกเธอเลิกล้มความตั้งใจที่เป็นผู้พิทักษ์ และกลายเป็นผู้ทำลายเสียเอง

แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะจบลงด้วยนางฟ้า Sigarda ได้รวบรวมเหล่านางฟ้าที่ไม่ถูกครอบงำด้วยพลังวิปริต ร่วมกันปกป้องมนุษย์ใน Innistrad และกำจัดภัยร้ายได้ในที่สุด)

 

แต่ช่วงเวลาแห่งความยากไร้นั้น ได้จางหายไปตามกาลเวลาแล้ว

ทุกวันนี้ ป่าแห่ง Kessig ก็ไม่ได้มีภัยร้ายอะไรที่น่ากลัวขนาดนั้น...

 

เขาว่ากันว่า ถ้าจะคะเนความปลอดภัยในการออกล่าสัตว์ ให้สังเกตพวกผีดูดเลือดตระกูล Falkenrath

พวก Flakenrath ไม่ต่างจากพวกปีศาจกระหายเลือด ที่จะออกล่าทันทีที่โอกาสมันเอื้ออำนวย

 

Klaus เองก็ไม่ต่างจาก Vampire ร่วมสายเลือด Flakenrath ของเขา

เท้าของเขาเหยียบลงไปบนพุ่มไม้ของพื้นป่า Ulvenwald

และเลือดที่หยดจากคางของเขาก็เป็นสัญญาณว่าการล่าครั้งนี้ เขาได้อาหารของเขามาเติมเต็มความกระหายได้แล้วในคืนนี้

 

ก่อนที่เสียงของลูกศรแหวกอากาศ จะเฉียดหูของเขาไป

กระนั้น ใบหน้าของ Klaus กลับยิ้มออกมาได้อย่างไม่หยี่ระอะไร

ด้านหลังของ Klaus เต็มไปด้วยพรานล่าสัตว์ พร้อมอาวุธคู่กายของพวกเขา...

 

กับดักของเหล่าพรานก็ทำงานขึ้น

ท่อนซุงขนาดใหญ่ล้มลงมาเพื่อขวางเส้นทางหลบหนีของ Klaus

หมายความว่าพวกเขาเตรียมตัวมาเพื่อล่า Vampire โดยเฉพาะ...

 

หมายความว่า Vampire ที่แฝงตัวเป็นนักบวชใน Kessig ดูจะไม่ประสบผลดีเท่าไหร่

แต่มีหรือที่เพียงท่อนไม้อันเดียวจะขวางทางพลังเหนือมนุษย์ของ Vampire ได้

Klaus กระโดดขึ้นไปยืนอยู่บนท่อนซุงนั้นได้อย่างง่ายดาย

 

นักล่าราวๆ 5 คน เข้าประชิดตัว Vampire ทันที

ไม่ว่าพวกเขาจะใช้อาวุธอะไรก็ตามแต่... มันกำลังจะเป็นเพียงเครื่องมือธรรมดาๆ เมื่อเวลานั้นมาถึง...

ช่วงเวลาพลบค่ำ ถือเป็นช่วงเวลาที่เป็นใจให้ Vampire เตรียมตัวปลดปล่อยพลังที่แท้จริงของพวกมัน และความคิดง่ายๆ นี้ ก็ทำให้ Klaus อดหัวเราะเบาๆ ในลำคอไม่ได้

เหล่านักล่าพวกนี้ ไม่ทำให้เขารู้สึกตกอยู่ในอันตรายเลยแม้แต่น้อย

 

พวกหมาบ้า อาจจะทำอันตรายเขาได้, พวกนักรบศักดิ์สิทธิ์ ก็ไม่แน่ หรือจะเป็น Vampire ตระกูลอื่น ก็ยังพอให้หวาดหวั่น...

แต่ก็นั่นแหละ แค่มนุษย์ 5 คน มันก็ไม่ต่างจากพวกหนูท่อ

พญาเหยี่ยวอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องกลัวหนูหรอก... แม้ว่าหนูพวกนั้นมันจะมีกรงเล็บที่แหลมคมซักแค่ไหนก็ตาม

 

“ข้าไม่ยักรู้ ว่าพวกเจ้าปรารถนาความตายกันขนาดนี้” Klaus พูดขึ้น

เลือดที่เขาพึ่งจะดูดไปจากร่างผู้โชคร้ายเมื่อครู่ เริ่มส่งผลให้กำลังวังชาของเขามีมากขึ้น...

แต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ Klaus สนใจ... สิ่งที่ตระกูล Falkenrath ใส่ใจมากกว่า คือความกลัวในพื้นที่ที่พวกมันล่า

ยิ่งทุกคนยิ่งระวังภัย การล่าของมันก็จะยิ่งสร้างความสนุกยิ่งขึ้น... และมันก็เหมือนการลงทุนเพื่อความบันเทิงในภายหลัง

 

 

ทว่า แทนที่จะได้คำตอบจากนักล่า สองนักล่าร่างยักษ์ กลับยิงหน้าไม้อันเขื่องของเขาแทนคำตอบ

ลูกศรขนาดใหญ่ ส่งเสียงแหวกอากาศราวกับฟ้าคำราม

มันพุ่งตรงไปยังเป้าหมายของมัน... หัวของฆาตกร

 

แต่ก่อนที่กระสุนลูกศรจะเข้าสู่เป้าหมาย K​laus ก็โยกหัวหลบลูกศรลูกหนึ่ง และคว้าอีกลูกหนึ่งเอาไว้

ไม่ว่าเหล่านักล่าสัตว์พวกนี้ จะแค่ลองเสี่ยง หรือมั่นใจว่าจะปลิดชีพของเขาได้ก็ตาม ในเวลานี้ Klaus อยู่ในช่วงที่เขาอารมณ์ดีแบบสุดๆ เขาทำเพียงแค่กระโดดขึ้นไปบนยอดไม้ที่สูงยิ่งกว่าเดิม

 

“ท่านสุภาพบุรุษ และสุภาพสตรี” Klaus พูดขึ้น “ขอขอบคุณสำหรับการชวนออกกำลังกาย”

ใบหน้าของเหล่านักล่าเต็มไปด้วยความกลัวจากสิ่งที่เกิดขึ้น... มันช่างเป็นภาพที่น่าสมเพชเสียจริงๆ

“ถ้ามื้ออาหารแสนอร่อยของข้า มองขึ้นมาที่ท้องฟ้าแล้วละก็... มันคงถึงเวลาที่จะต้องจากลา” เขี้ยวของ Klaus เริ่มงอกยาวในระหว่างที่เขาพูด

เขารับรู้ได้ถึงพลังที่กำลังเอ่อล้นขึ้นมา

Vampire ตระกูลอื่นๆ อาจจะไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงนี้... แต่ไม่ใช่กับ Falkenrath

ตระกูล Falkenrath ให้ความสำคัญกับพลัง และสิ่งที่ให้พลังก็คือเลือดที่พึ่งได้มาจากมื้ออาหารเมื่อครู่

“ดวงตะวันลาลับฟ้า การล่าได้จบลงแล้ว” Klaus กล่าว ซุ่มเสียงของเขาเริ่มเปลี่ยนไป รวมถึงร่างกายที่ค่อยๆ ลดความเป็นมนุษย์ลงไปทุกที

 

ร่างกายที่บิดเบี้ยว เขี้ยวที่ยาวโง้งออกมาจากปากของ Klaus ทำให้เหล่านักล่าแสดงอาการหวาดกลัว

ลมหายใจฟืดฟาดเป็นห้วงๆ, ม่านตาที่เบิกโพงของเหล่านักล่า ยิ่งทำให้ Klaus พึงพอใจมากยิ่งขึ้น

ผนวกรวมกับแสงสีเงินจากดวงจันทร์ที่สาดส่องมายังร่างของเขา ยิ่งทำให้ร่าง Vampire ของเขาดูหน้าเกรงขามมากยิ่งขึ้นไปอีก

ร่างของเขาคือสิ่งที่ธรรมชาติคัดสรร...

 

ซึ่งก็กล่าวได้อย่างเต็มปาก ว่าที่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากดวงจันทร์ทอแสง ก็เป็นเรื่องธรรมชาติของ Innistrad

เมื่อเหล่านักล่าหันมาสบตากัน ปากของพวกเขาเริ่มบิดเบี้ยว และแสดงคมเขี้ยวที่ไม่ต่างจาก Klaus เลย

ผิวหนังที่ห่อหุ้มร่างของพวกเขาระเบิดออก ราวกับถูกฉีกออกมาจากภายใน

ร่างของนักล่าตัวใหญ่ทั้งสอง ในตอนนี้กลับยิ่งขยายใหญ่มากขึ้นกว่าเดิมเสียอีก ลิ้นของพวกเขาแลบยาวออกมาจากปาก

ขนหนาๆ ขึ้นมาปกคลุมกล้ามเนื้อแทนที่ผิวหนัง แขนของพวกเขาใหญ่พอๆท่อนซุง

รอยยิ้มของ Klaus หุบลงทันที

“บทกวีที่แกบ่นมา...” หนึ่งในนักล่าพูดพร้อมเสียงคำรามในลำคอ “มันเอาไว้ใช้กับมนุษย์”

 

Klaus รู้ดีว่ามันคงถึงเวลาที่เขาจะต้องหนีแล้ว เขาคงต้องจะกระโจนลงมาจากยอดไม้ ในระหว่างที่เวลายังไม่ส่งผลให้ร่างของเขากลายร่างได้อย่างสมบุรณ์ เพื่อหวังจะบินออกไปจากพื้นที่สังหารนี้ก่อนที่ร่างของเขาจะกระทบพื้น

 

แต่... แผนของเขาก็ไม่สำเร็จ

คมเขี้ยวของหมาป่ากระโจนงับเข้าที่ซี่โครงของ Klaus ก่อนที่เขาจะกลายร่างได้สำเร็จ

ร่างของ Klaus กระแทกพื้นก่อนที่บาดแผลจากคมเขี้ยวจะทำให้เขารู้สึกเจ็บเสียอีก... ฝูงหมาป่าเดินล้อมร่างที่แน่นิ่งของเขา... ร่างของ Vampire อายุกว่า 200 ปี ในตอนนี้ไม่ต่างจากก้อนเนื้ออาหารหมาเท่านั้นเอง

 

“พวกแก...” Klaus พูดพร้อมเลือดที่กระอักออกมา “ราตรีเป็นของพวกข้า”

“ราตรีเป็นของผู้ที่ล่ามันมา” นักล่าพูดก่อนที่ปากของเขาจะกลายไปเป็นปากของหมาป่า

 

และนั่น ก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่ Klaus ได้ยิน

 

- จันทราปริศนา -

 

 

เธอนั่งเหม่อมองไอน้ำจากลมหายใจอุ่นๆ ของเธอ ที่ลอยไปกระทบกับอากาศเย็นยะเยือก

ไอที่จับตัวเป็นเหมือนเมฆก้อนเล็กๆ เหล่านี้ ก็ชวนให้จินตนาการถึงรูปร่างมากมายหลากหลาย

นางฟ้าที่กำลังระวังภัย, หมาป่าล่าเนื้อ, ฝูงค้างคาวที่บินอยู่

กลุ่มเมฆและควัน สำหรับบางคนแล้ว พวกเขายังใช้มันเพื่อทำนายทายทัก... หรือแม้แต่เอามาคาดเดา และใส่ความว่าเธอคือตัวอะไร...

 

Arlinn Kord รู้ดีว่าเธอเป็นใคร และเธอก็ไม่ใส่ใจเรื่องซุบซิบที่คนอื่นๆ จะเอาไปนินทาหลับหลัง

Innistrad คือที่ที่เธอสบายใจจะเรียกมันว่าบ้าน... แม้ในเวลานี้ มันจะเปลี่ยนไปมากเหลือเกิน

อากาศที่หนาวเหน็บจนยอดไม้ที่เธอคุ้นเคย จับตัวเป็นน้ำแข็งจากความชื้นในอากาศ ชั้นของหิมะสีขาวโพลนปกคลุมไปทั่วพื้นที่เคยเต็มไปด้วยใบไม้

นาฬิกาแดดบอกเวลาว่ามันกำลังจะ 6 โมงเย็น ทั้งๆ ที่หอนาฬิกากลางหมู่บ้านพึ่งจะเป็นเวลา 4 โมงครึ่ง...

ดวงตะวันลาลับ Innistrad เร็วกว่าปกติ และมันก็หมายถึงการมาของดวงจันทร์ที่เร็วขึ้น

Arlinn รู้ดีถึงความผิดปกติเหล่านี้ แม้เธอจะยังนั่งอยู่ในบ้านของตาเฒ่า Finneas ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการฆาตรกรรมเมื่อคืน... มันยิ่งกระตุ้นให้เธออยากคลี่คลายคดีปริศนานี้มากยิ่งขึ้น

 

“มันเริ่มต้นแล้วใช้มั้ย?” Agatha ภรรยาของ Finneas พูดกับ Arlinn ด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ตอนกลางคืนฉันได้ยินพวกมันเรียกหากัน... ทำไมกัน? ทั้งที่พวกเราเชื่อมั่นในสัญญะแห่ง Avacyn, ทำไมพวกเรายังไม่ปลอดภัยอีกล่ะ...”

ในห้องข้างๆ ที่หญิงทั้งคู่ได้สนทนากัน ผนังด้านหนึ่งถูกฉาบไปด้วยเลือดของ Finneas

สายตาของ Arlinn จับจ้องไปที่รูปปั้นสัญญะแห่ง Avacyn เหนือเตาผิง... จากเหตุฆาตรกรรมเมื่อคืน รูปปั้นนั้นก็เหลือเพียงครึ่งเดียวที่ยังคงสภาพเอาไว้ได้...

แม้ว่าเหตุการณ์ Travails จะทำให้ทุกๆ อย่างใน Innistrad แย่ลง แต่ความศรัทธาของชาวเมืองก็ไม่ได้สั่นคลอนเฉกเช่นการจากไปของ Avacyn

 

 

(Avacyn คือนางฟ้าประจำดาว Innistrad เธอคงอยู่เพื่อการปกป้องประชาชนของ Innistrad ก่อนที่จะถูกครอบงำด้วยอำนาจมืดในช่วง Shadows over Innistrad

เธอถูกสลายร่างโดย Sorin ผู้สร้างเธอ เพื่อหยุดยั้งความวิปริตในจิตใจของเธอเอง)

 

“มันไม่ควรจะเกิดขึ้นเลย” Agatha พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่โศกเศร้า “เธอควรจะปกป้องเราสิ... มัน...” เธอเริ่มพูดไม่ออก

Arlinn กุมมือของ Agatha เอาไว้ บางครั้งภาษากายก็ช่วยผ่อนคลายบรรยากาศได้ดีกว่าคำพูดใดๆ

Agatha เริ่มสะอื้น เธอมองไปยังสัญญะแห่ง Avacyn ก่อนที่จะก้มมองที่พื้นอีกครั้ง

“พวกเราไม่ได้โดดเดี่ยวหรอกนะ” Arlinn พูดขึ้น “ไม่ว่าราตรีจะมืดมนซักเพียงใด ดวงตะวันจะฉายแสง... ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง”

“มันอาจจะง่ายสำหรับเธอนะ” Agatha ตอบ

 

แต่แท้จริงแล้ว มันไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ Arlinn เลย

เธอยังจดจำในช่วงยามที่ Sigarda ชูอาวุธของเธอขึ้น เพื่อเป็นสัญญะแห่งการต่อต้านภัยร้าย และร่วมแรงประชาชนให้ลุกขึ้นสู้กับความอดอยาก...

ช่วงเวลาที่กลุ่มมนุษย์หมาป่าของเธอ ไม่ยากจะยุ่มย่ามกับชีวิตของมนุษย์ทั่วๆ ไปแล้ว

พวกเธอเพียงหลบเข้าไปในป่า ชีวิตของพวกเธอก็จะง่ายขึ้น และมันก็ไม่ใช่กงการอะไรที่เธอจะต้องเข้ามาอยู่ร่วมกับวิถีของเหล่ามนุษย์

กระนั้น สำหรับ Arlinn แล้ว การได้ช่วยเหลือมนุษย์เพื่อปกป้องพวกเขาจากภัยร้ายยามราตรีมาเยือนนั้น กลับเป็นสิ่งที่เธอรู้สึกภาคภูมิมากกว่า

เธอยอมอยู่ในเมือง Kessig เพื่อช่วยเหลือพวกเขา... เพื่อสร้างสังคมที่รุ่นลูกรุ่นหลานจะปลอดภัยจากเงามืด

 

Agatha โยนฟืนเข้าสู่กองไฟไปอีกท่อน ก่อนที่จะหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าเก่าๆ ข้างๆ Arlinn

เธอคลุมตัวของเธอด้วยเสื้อคลุมของ Finneas, สามีของเธอ กลุ่มไอน้ำลอยออกมาจากลมหายใจของเธอ ชวนให้ Arlinn อยากจะถามว่า Agatha เห็นอะไรในกลุ่มไอน้ำเหล่านั้นบ้าง แต่ก็ถูกขัดขึ้นโดย Agatha เอง

 

“คุณ Kord”

“คะ?” Arlinn ตอบด้วยความฉงนใจ

“ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วใช่มั้ยเนี่ยะ?”

 

Arlinn ยังไม่ได้ตอบ แต่หญิงสาวทั้งคู่ต่างก็รู้คำตอบนั้นดี

ความกลัวเริ่มเข้าปกคลุมบ้านหลังนี้... เมื่อคืนวานนี้เอง ที่ Finneas สามีของ Agatha พึ่งจะถูกสังหารลงอย่างโหดเหี้ยม

 

Arlinn จำต้องตอบเพื่อทำลายบรรยากาศอันหน้าอึดอัดนี้ลง “ใช่แล้วล่ะ”

Agatha นั่งกอดเข่า ก่อนที่จะเปลี่ยนเรื่องคุย Gustav กับ Klein เล่าว่าสวนของพวกเขาปลูกอะไรก็ไม่ค่อยได้ผลเลยนะ... ทั้งอากาศหนาว ทั้งแสงที่น้อยลงเรื่อยๆ”

“ฤดูเก็บเกี่ยวกำลังจะมาถึงแล้วล่ะ” Arlinn ตอบ “คุณก็เตรียมคลังอาหารไว้ให้พร้อมล่ะ, ฉันว่า อาหารมันจะเพียงพอสำหรับทุกคนในหมู่บ้าน ยิ่งถ้ารวมกับสิ่งที่เหล่าพรานล่าสัตว์จะไปล่ามาด้วยน่ะนะ”

“ฤดูเก็บเกี่ยวนี้งั้นหรือ?” Agatha พูดขึ้น “แล้วฤดูเก็บเกี่ยวครั้งต่อไปล่ะ? ไหนจะพวกพรานล่าสัตว์ที่ไม่รู้ว่าจะได้กลับมามั้ย?”

 

Agatha ชี้ไปที่ห้องที่ยังเต็มไปด้วยเลือดของสามีของเธอ... เลือดที่เพียง Arlinn ได้กลิ่นก็รับรู้ถึงรสชาดของมันที่คอ... มันเกือบจะทำให้เธอเผลอพูดไปว่า เหล่าพรานล่าสัตว์ที่เป็นมนุษย์หมาป่าเหมือนๆ กับเธอจะล่าเนื้อมาเป็นเสบียงได้อย่างแน่นอน

 

“พวกนักสืบบอกว่ามันเป็นฝีมือของ Vampire... เธอเชื่อแบบนั้นหรือ? Vampire เนี่ยนะ?” Agatha พูดต่อ “พวกยามไล่ตาม Vampire ตัวนั้นไป... พวกเขาถามว่าฉันอยากจะดูหัวใจของ Vampire ตัวนั้นมั้ย... ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า พวกยามจะบอกว่าพวกเขาสามารถจัดการเจ้า Vampire ตัวนี้ได้ง่ายๆ"

“ฉันว่าฉันเห็นร่างของมัน ตอนที่ฉันกำลังเดินทางมาที่บ้านของเธอนะ” Arlinn ตอบ “มันดูเหมือนหุ่นไล่กา แต่ตัวใหญ่มากๆ แล้วก็มีเขี้ยว”

Agatha เริ่มผ่อนคลายลง “ต้องเป็นเพราะแม่มดแน่ๆ, Finneas เขาเคยบอกว่าพวกเธอจะช่วยเราได้”

Arlinn รินชาลงในแก้ว อากาศหนาวๆ ที่ปะทะเข้ากับชาอุ่นๆ ก็ส่งให้ควันพร้อมกับกลิ่นหอมๆ ชวนสดชื่นของชาแก้วนั้นล่องลอยไปในอากาศ

“ชาค่ะ” Arlinn ยื่นชาแก้วนั้นให้กับ Agatha “น้ำตาของคุณคงทำให้คุณคอแห้งแล้วล่ะ”

Agatha ยิ้มออกมา ก่อนที่จะรับชานั้นมาจิบ และเธอก็ว่ามันมีรสที่เธอไม่คุ้นเคย “อร่อยมากเลย เธอใส่อะไรลงไปบ้างเนี่ย มันทำให้ฉันรู้สึกอบอุ่นดีจริงๆ”

“สูตรลับของครอบครัวฉันน่ะ” Arlinn ตอบ... แม้ว่าความจริงมันเป็นเพียงการผสมสมุนไพรจากสัญชาตญาณของเธอเท่านั้นเอง “ถ้าบอกสูตรเธอไป ผีต้นตระกูลฉันได้มาหักคอแน่ๆ ค่ะ”

ก่อนที่ทั้งคู่จะหัวเราะออกมา “ถ้าแบบนั้น ไม่เอาดีกว่า” Agatha ตอบ

“ใช่แล้วล่ะ” Arlinn พูดขึ้น พร้อมๆ กับรินชาอีกแก้ว และมานั่งข้างๆ Agatha “เอาแบบนี้ดีมั้ย ในระหว่างที่เราจิบชาแก้วนี้ เรามาเปิดอกคุยกันดีกว่า, ฉันจะเล่าเรื่องน้องชายของฉัน ส่วนคุณก็เล่าเรื่องสามีของคุณ”

Agatha พยักหน้าใต้เสื้อคลุมขนสัตว์ของสามีของเธอ “เอาแบบนั้นก็ได้”

“ได้ยินแบบนี้ก็สบายใจขึ้นมากเลยล่ะ” Arlinn ตอบ “ลองเล่าถึงแม่มดที่สามีของคุณพูดถึงหน่อยได้มั้ยคะ?”

 

- การล่า -

 

 

Arlinn คุ้นเคยกับผืนป่าแห่งนี้ และป่าก็ตอบรับตัวเธอ

ทุกๆ ที่ ที่สายตามเธอมองเห็น มันก็ชวนให้ความหลังเข้ามาเติมเต็มความทรงจำของเธอ ไหนจะรอยกรงเล็บที่โคนต้นโอ๊กจากการล่าครั้งก่อน...

 

เป็นเวลากว่าสองวันแล้ว ที่ฝูงหมาป่าของ Arlinn ตามล่ากวางเผือกตัวหนึ่ง

มันเป็นกวางทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ กับมัน... เหมือนกับว่า มันมีอาคมอะไรบางอย่างโอบล้อมตัวมันอยู่

แต่เมื่อฝูงของเธอเจอตัวมัน กลับกลายเป็นว่า Arlinn ปล่อยให้มันหนีไป เธอรู้สึกได้ว่ามันเป็นเพียงอาหารตาเท่านั้น

 

ภาพของกวางเผือก ที่มีดวงตาสีชมพูระเรื่อ ขนสีขาวของมันไม่ต่างจากหิมะ และงดงามดั่งภาพฝัน กลับทำให้ Arlinn รู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก

แต่ฝูงของเธอก็ไม่ได้พึงพอใจในการตัดสินใจของ Arlinn มากขนาดนั้น เสียงคำรามต่ำๆ ของพวกมันบอกให้เธอรู้ว่าความหิวโหยไม่ได้หายไปจากการมองเหยื่อเดินจากไป... ตัวของ Arlinn ก็เช่นกัน

ยามที่เธอเปลี่ยนไปเป็นหมาป่าแล้ว สัญชาตญาณของสัตว์ป่ามันร่ำร้องหาเหยื่อที่จะมาเติมเต็มความหิวโหยของเธอ

แต่ทว่า กับกวางเผือกตัวนี้ มันมีความงามอย่างไร้มลทิน ความงามที่หาได้ยากยิ่งใน Innistrad แห่งนี้

และ Arlinn เองก็ไม่เห็นว่ามันมีเหตุอันสมควรใดๆ ที่จะสังหารมันลงเพียงเพื่อความอิ่มท้องของเธอและฝูง...

Arlinn กลับร่างสู่ร่างมนุษย์ เธอนั่งลงท่ามกลางฝูงของเธอ ที่ยังคงส่งเสียงต่ำๆ เพราะไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก

 

แต่ที่สุดแล้ว ฝูงของเธอก็สามารถล่าอาหารได้อย่างไม่ยากเย็นเท่าใดนัก

หมาป่าทั้ง 5 ที่อิ่มท้องก็เข้านอนให้ความอบอุ่นกันและกัน

 

เมือรุ่งเช้ามาถึง หัวกระโหลกของกวางหัวหนึ่งก็ถูกปักด้วยดาบหนึ่งเล่มอยู่เบื้องหน้าของฝูงหมาป่า

ขนสีขาวราวกับหิมะ เปื้อนไปด้วยคราบเลือดยังติดอยู่กับหัวกระโหลดอันนั้น พร้อมด้วยกลิ่นอาคมเฉพาะตัวของมัน

Arlinn รู้ว่าดาบนั่นเป็นของใคร และกลิ่นอาคมที่เฉพาะตัวของซากกวางตัวนั้น ก็บ่งบอกว่ามันคือเหยื่อที่ฝูงของเธอปล่อยมันไป... เธอรู้แล้วว่ามันเป็นฝีมือของใคร

 

Tovolar ผู้ที่ไม่พอใจกับความใจดีของ Arlinn...

 


Arlinn, the Pack's Hope

 

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าตอนนี้ Tovolar จะอยู่ที่ไหน หรือทำอะไรอยู่ ก็ไม่ใช่ปัญหาของเธออีกต่อไป

เมื่อทั้งสองต่างเลือกเส้นทางของกันและกัน Tovolar ได้ฝูงของเขา และ Arlinn ก็มีฝูงของเธอ

ในตอนนี้ สิ่งที่เธอต้องใส่ใจ คือการสืบจากเบาะแสที่ Agatha ให้เธอมา

Arlinn นั่งลงแล้วบอกกับฝูงของเธอถึงภารกิจ การตามหาแม่มด

เหล่าฝูงหมาป่าที่รอคอยจะผจญภัยร่วมกับจ่าฝูงของพวกมัน ยินดีที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ Arlinn และฝูงของเธอแยกกันออกวิ่งไปตามผืนป่า

ก่อนที่หนึ่งในสมาชิกฝูงของเธอจะส่งเสียงเรียกให้สมาชิกทั้งหมดตามไป

 

กิ่งไม้รูปร่างประหลาดๆ ที่หนึ่งในสมาชิกของเธอพบเข้า กลายเป็นเบาะแสชั้นดี เมื่อยิ่งฝูงหมาป่าของเธอเดินทางลึกเข้าไป กิ่งไม้แบบนี้กลับปรากฏให้ฝูงของเธอเห็นอยู่เรื่อยๆ

รวมเข้ากับกลิ่นฝาดๆ ที่รอยเข้ามากระทบจมูกของเธอ ตบท้ายด้วยกลิ่นของอบเชยที่ลอยตามมา

Arlinn แปลงกายไปเป็นร่างมนุษย์อีกครั้ง เพื่อใช้ความสูงของเธอให้ช่วยสำรวจกิ่งไม้แปลกๆ เหล่านั้นง่ายขึ้น

และเธอก็พบว่า มันไม่เพียงมีรูปร่างที่เปลี่ยนไป แต่มันยังถูกสลักด้วยสัญลักษณ์คล้ายกับจันทร์เสี้ยว และห้อยแขวนประดับประดาด้วยพลอยโอปอรูปทรงกลม...

 

รวมๆ แล้วมันเป็นไปตามที่ Agatha ได้ให้เบาะแสกับเธอ... สัญลักษณ์ของ Enclave, กลุ่มคนที่ Finneas เคยบอกกับ Agatha

Arlinn นัวเนียกับเจ้าหมาป่าที่เจอเบาะแสเหล่านั้นแทนการขอบคุณ ก่อนที่จะส่งสัญญาณให้ฝูงของเธอกระจายตัวออกอีกครั้ง เพื่อตามหาเบาะแสเพิ่มเติม

 

Streak เจ้าหมาป่าที่เจอเบาะแส มันได้ชื่อของมันจากการเป็นหมาป่าที่ว่องไวที่สุดในฝูงของ Arlinn พร้อมๆ กับลายสีขาวพาดยาวไปตลอดลำตัวของมัน

โดยปกติแล้ว พวกหมาป่าจะไม่มีชื่อเรียกกันและกันอยู่แล้ว

แต่สำหรับ Arlinn เธอก็อดรู้สึกแปลกๆ ไม่ได้ ถ้าจะไม่มีชื่อให้กับคนที่อยู่ด้วยกันมาเป็นเวลานาน

เหมือนกับคู่หูของ Streak, เจ้า Redtooth ที่วิ่งตามเขาไปไม่ห่าง มันเป็นเหมือนเพื่อนคู่กายที่คอยระแวดระวังภัย มาเสริมความว่องไวของเจ้า Streak

เจ้า Redtooth ได้ชื่อของมันจากการเป็นหน่วยระวังหลัง และทุกๆ ครั้งที่มันวิ่ง มันจะแลบลิ้นราวกับมันเป็นเขี้ยวสีแดงของเธอเอง

 

สำหรับตอนนี้ Arlinn รู้แล้วว่าเธอต้องตามหาอะไร เธอกลับร่างไปเป็นหมาป่าอีกครั้ง ก่อนที่จะออกวิ่งตามเบาะแส

ใบไม้ที่อยู่ใต้อุ้งเท้า กลิ่นของความมีชีวิตชีวาแห่งผืนป่า อดทำให้ Arlinn รู้สึกสบายในร่างของหมาป่า การวิ่งด้วยขาทั้งสี่ มันดีกว่าการวิ่งด้วยสองขาจนบางครั้งเธอรู้สึกไม่อยากกลับไปวิ่งในร่างมนุษย์อีกเลย

 

เสียงหอนของ Boulder อีกหนึ่งหมาป่าร่างยักษ์นิสัยขี้เล่นในฝูงของเธอดังขึ้น มันส่งสัญญาณให้กับฝูงของมันรับรู้ถึงเบาะแสที่มันได้มา

Arlinn รีบวิ่งไปหา Boulder พร้อมๆ กับสมาชิกในฝูงที่เหลือ

ทว่า ก่อนที่เธอจะได้ไปตามต้นเสียงนั้น สายตาของเธอกลับไปสะดุดเข้ากลับร่างที่เธอคุ้นเคย...

กวางขนสีขาว นัยย์ตาสีชมพู...

Arlinn หยุดฝีเท้าของเธอจนดินใต้เท้าถูกตะกุยขึ้นมา ขนของเธอลุกชัน เธอส่งสัญญาณให้ฝูงของเธอหยุด...

กวางเผือกที่สวยงามราวกับหลุดออกมาจากเทพนิยายอีกตัวหนึ่ง ท่ามกลางดวงดาวที่เต็มไปด้วยความมืดมนและความตาย... มันจะเป็นไปได้อย่างไร?

หรือนี่จะเป็นเวทย์มนต์กลลวงของใคร?

Arlinn ค่อยๆ เดินเข้าไปหากวางเผือกตัวนั้น เธอสูดหายใจเข้าอย่างเต็มปอด... แน่นอนว่ากลิ่นของมันก็ไม่เหมือนกับกวางทั่วๆ ไป

นอกจากนั้น มันยังไม่คิดจะวิ่งหนีฝูงหมาป่าที่กำลังย่างกรายเข้ามาหามันอีกด้วย... นี่มันอะไรกัน !?!

กวางเผือกยังคงเดินสวนกลับมาหาฝูงหมาป่า

 Redtooth ย่อตัวลงต่ำ เตรียมพร้อมที่จะกระโจนเข้าโจมตี เธอส่งเสียงคำรามต่ำๆ เพื่อเตือนให้ฝูงของมันระวังภัย

กวางตัวนั้นมองมายัง Arlinn ก่อนที่จะผงกหัวไปยังทิศทางในป่าราวกับจะเชื้อเชิญเธอให้เดินตามมันไป

Arlinn ส่งสัญญาณให้ฝูงของเธอหยุดรอ ก่อนที่เธอจะกระโจนไปยังหลังต้นไม้ เพื่อแปลงกลายกลับไปเป็นร่างมนุษย์ และจัดแจงเครื่องแต่งกายของเธอ

 

“นั่น Katilda ใช่มั้ย?” Arlinn ตะโกนออกมาจากหลังต้นไม้ “ขอเวลาฉันแต่งตัวเดี๋ยวเดียว”

 

ในขณะที่เธอกำลังจัดแจงเครื่องแต่งตัวของตัวเองนั้น เธอก็รู้สึกเหมือนมีใครกำลังจ้องมองเธอจากในป่า

แต่เมื่อเธอหันหลังกลับไปมอง ก็พบว่าฝูงของเธออยู่ใต้สิ่งปลูกสร้างรูปร่างแปลกตา

สะพานโค้งที่สร้างจากหิน วางไขว้กันไปมา ราวกับภายในของนาฬิกา... และที่แน่ๆ มันก็กำลังขยับไปยังส่วนกลางของเครื่องจักรกลขนาดมหึมานี้

 

คำสอนของแม่ของ Arlinn หวนกลับมาให้เธอนึกถึงอีกครั้ง... ฝูงของเธอคงเดินทางเข้ามาในป่าจนลึกเกินไปแล้ว...

แม่ของเธอเคยบอกเสมอ ว่าอย่าเข้าไปใกล้วงแหวนยักษ์ที่ขึ้นมาจากพื้น... อย่าเข้าไปใกล้ Celestus

แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ว่า Celestus มันทำอะไรได้... แต่ปล่อยให้มันเป็นสิ่งปลูกสร้างในอดีตน่ะ ดีแล้ว

 

“ถ้าเธอให้อภัยภาพลวงตาของฉันได้ ฉันก็จะให้เวลาเธอแต่งตัวเหมือนกัน” เสียงตะโกนกลับมาเป็นคำตอบ

เสียงของผู้หญิงที่ดูมีอายุ เป็นเสียงที่หวนให้คิดถึงคุณป้าขายขนมที่เราอยากจะแอบขโมยพายอันแสนอร่อยของเธอ “หมาป่าที่มาแถวๆ นี้ไม่ค่อยเป็นมิตรหรอกนะ ส่วนใหญ่จะกระโจนใส่ฉันก่อนที่จะพูดคุยกันเสียอีก”

 

Arlinn เดินออกมาจากต้นไม้ แต่ภาพเบื้องหน้าของเธอกลับกลายเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยเต็นท์ผ้าใบ ที่ถูกประดับประดาไปด้วยสัญลักษณ์รูปจันทร์เสี้ยง และพลอยโอปอทรงกลม, เทียนที่ให้แสงสว่างล่องลอยไปมาแบบไม่สนแรงโน้มถ่วง

นี่คือ Enclave... พื้นที่ลึกลับที่มีเพียงตำนานเล่าขาน

Arlinn ขมวดคิ้วของเธอ ก่อนที่จะมีเทียนเล่มหนึ่งลอยมารับเธอ ราวกับเป็นผู้นำทาง

 

 

Candleguides คือชื่อของมัน จากคำบอกเล่าของแม่ของ Arlinn

มันจะคอยนำทางให้กับใครก็ตามที่หลงอยู่ในป่า แล้วพาพวกเขาไปยัง "เทศกาลเก็บเกี่ยว" (Harvesttide)

แม้ว่า Arlinn จะรู้สึกแปลกๆ แต่ภาพที่เธอเห็น ในหมู่บ้าน Enclave นั้น ก็ยังมีมนุษย์คนอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งหญิงชาย แต่งตัวด้วยเครื่องประดับศีรษะที่ดูแปลกตา แต่ยังคงไว้ซึ่งสัญลักษณ์ของจันทร์เสี้ยว และทรงกลม

บ้างก็พึมพัมเวทย์มนต์ไม่เป็นภาษา, บ้างก็แกะสลักฟักทอง ใกล้ๆ กันนั้นก็มีหญิงสาวสองคนกำลังง่วนอยู่กับหม้อปรุงอะไรบางอย่าง ควันของมันส่งกลิ่นชวนหิวมาถึงบริเวณที่ Arlinn ยืนอยู่

 

หญิงคนหนึ่งท่าทางพอมีอายุ นั่งขัดสมาธิอยู่บนท่อนไม้ที่มีมอสขึ้นเขียวไปหมด กับคฑาที่วางอยู่บนตัดของเธอ

ผมสีขาวของเธอถักทอไขว้ไปมากับเครื่องประดับศีรษะของเธอ ผิวสีเข้มของเธอถูกเขียนด้วยสีซีดๆ ที่ดูไม่ออกว่าเป็นสีอะไร กำลังมองมาที่ Arlinn ละฝูงของเธอ ด้วยท่าทางพึงพอใจ

 

“พวกเราไม่ได้เป็นหมาป่าบ้าเลือดหรอกนะ” Arlinn พูดขึ้น ในขณะที่สายตาของเธอทอดยาวไปยังหมู่บ้าน “แล้ว... พวกคุณก็คงไม่ใช่เป็นพวกแม่มดใช่มั้ย?”

 

Arlinn พูดออกไป แม้เธอจะรู้คำตอบจากกลิ่นที่เธอได้รับอยู่แล้ว

พวกเขาไม่มีกลิ่นของความชั่วร้ายอยู่เลย จะมีก็แต่เงาจากแสงสลัวๆ ที่เมื่อผนวกเข้ากับเครื่องประดับศีรษะรูปร่างประหลาดๆ และสีที่ทาตัวก็ทำให้พวกเขาดูน่ากลัวขึ้นเท่านั้นเอง

แต่ Arlinn ก็ไม่ได้รู้สึกวางใจ แม้พวกเขาจะดูเป็นมนุษย์ที่ปกติมากๆ ก็ตาม แต่เธอก็ยังไม่รู้ว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของเหล่า Enclave คืออะไรกันแน่

และกลิ่นของเวทย์มนต์ที่ล่องลอยอยู่ในอากาศก็เป็นเวทย์มนต์ที่เธอไม่คุ้นเคยอีกต่างหาก

 

“อยู่ที่ว่า... เจ้าถามใคร?” Katilda ตอบ “ก่อนที่อัครทูต Avacyn จะมาถึง พวกเราก็เป็นแม่มดในสายตาของคนทั่วๆ ไปนั่นแหละ และเมื่อท่านมาถึงพวกเรายิ่งถูกผลักเข้าไปอยู่ในเงามืดยิ่งกว่าเดิม... ในตอนนี้ เมื่อท่านจากไปแล้ว พวกเราจึงกลับมาอีกครั้ง”

“เธอไม่ได้ดูมีอายุขนาดนั้นนะ?” Arlinn พูดด้วยความฉงน

“ข้าไม่ได้จำเป็นต้องอยู่ในร่างนี้... หรือใช้ชื่อนี้” Katilda ตอบ พลางใช้คฑาของเธอ ชี้ไปที่ต้นไม้ข้างๆ “ลูกเอคอร์น (Acorn, ลูกโอ๊ก) ไม่ใช่ต้นโอ๊กในตอนนี้ แต่ให้เวลา น้ำ และแสงตะวันกับมัน... มันก็จะกลายเป็นต้นโอ๊กในสักวัน... ไม่ต่างจากพวกเรา”

“เอ่อ... หมายความว่าพวกเธอ... งอกใหม่ได้เหรอ?” Arlinn ถาม “พวกเธอเป็นตัวอะไรกันแน่เนี่ยะ?”

“สิ่งที่เราเคยเป็น เราจะยังคงอยู่, เราคือสิ่งที่ความมืดไม่อาจทำลาย, พวกเราคือกลุ่ม DawnhartKatilda ที่พูดด้วยเสียงที่ซ้อนทับกันราวกับคนสามคน

ดวงตาของเธอเหลือกลนไปมาทุกๆประโยค

ไม้คฑาของเธอส่องแสงออกมา ก่อนที่เธอจะแตะมันลงกับพื้น ต้นหญ้าและเถาวัลย์ทั้งหลายลุกชูขึ้นราวกับมันได้รับพลังมหาศาล

มันจะงอกยาวด้วยรูปร่างที่ประหลาดตา ก่อนจะปรากฏภาพของกระโหลกกวางซ้อนทับขึ้นมา

“แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร เจ้าหมาป่า?” Katilda ถามกลับไปบ้าง

“ฉันชื่อ Arlinn Kord” Arlinn ตอบไป แต่เธอก็ไม่กล้าที่จะแหงนหน้ามาสบตากับ Katilda ในตอนนี้ “ฉันเกรงว่ากลุ่ม Dawnhart คงไม่เหลือแน่ ถ้าหากตะวันจะไม่ทอแสงอีก... จากสถานการณ์ในตอนนี้ ฉันว่ามันก็คงอีกไม่นาน”

“และเจ้าก็ไม่ได้นำแสงตะวันมาให้ข้า” Katilda พูดก่อนที่จะกระแทกคฑาของเธอลงไปที่พื้นอีกครั้ง

เหล่าต้นหญ้าได้ก่อร่างขึ้นมาเป็นกวางอีกตัว มันออกเดินไปคำนับ Katilda ก่อนที่เธอจะพูดต่อ “แต่นั่นไม่ใช่เรื่องที่เราต้องกังวล... อย่างน้อยเจ้าก็ตอบด้วยความจริงใจ”

 


Katilda, Dawnhart Prime

 

เจ้า Streak ที่นั่งอยู่ข้างๆ Arlinn สะบัดหางของมันกระแทกพื้น Arlinn เริ่มหมดความอดทนกับการพูดอ้อมไปอ้อมมาของแม่มดตนนี้แล้ว

“ช่วยพูดให้ฉันเข้าใจมากกว่านี้หน่อยได้มั้ย” Arlinn พูด “สายตาฉันไม่ค่อยจะดีเหมือนก่อนน่ะ”

Katilda เอาไม้เท้าแตะไปที่หัวของกวางตัวนั้น ก่อนที่จะมีมงกุฏดอกไม้ล้อมรอบหัวของกวางตัวนั้น “ถ้าเจ้าอยากเข้าใจ เจ้าต้องเข้าร่วมพิธีกรรมของพวกเรา”

“ถ้ามันต้องเข้าพิธีกรรม มันก็เข้าใจง่ายๆ ไม่ได้สิ” Arlinn ตอบ

“พิธีกรรมคือศูนย์รวมแห่งพลัง ความศรัทธายิ่งมากเท่าใด มันยิ่งส่งให้พลังมันมากล้นเท่านั้น” Katilda ตอบ “อัครทูตทำให้ผู้คนหลงลืมพิธีกรรมนี้ เราต้องชักจูงผู้คนให้กลับเข้าสู่พิธีกรรม Harvesttide

“พิธีกรรม Havesttide ที่เขาเล่ากันน่ะเหรอ?” Arlinn ถามต่อไป แม้ในตอนนี้กลิ่นของของอาหารในอากาศ จะเริ่มทำให้เธออึดอัดมากกว่าชวนหิว

และในมุมของเธอ Avacyn ก็ไม่เคยทำให้ใครหลงลืมพิธีกรรมพวกนี้ เพียงแต่เธอเป็นศูนย์รวมศรัทธาที่เจิดจรัสกว่า

“พิธีกรรมก็เป็นเหมือนเช่นเคย” Katilda ตอบ

“ชาสมุนไพรรสเผ็ดร้อน กับพายงั้นเหรอ?” Arlinn ถามต่อ “มันจะช่วยพวกเราจากภัยแห่งราตรีได้ยังไง?”

“พิธีกรรมของ Harvesttide ไม่ใช่เพียงการรวมตัวเพื่อดื่มชา” Katilda ตอบ “ทั้งดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์อาอาทิตย์ ต่างมีรอบในการครอบครองท้องฟ้า...”

“แต่ Harvesttide คือรอบของมนุษย์ที่จะครอบครองท้องฟ้า... มันคือการเฉลิมฉลองการมีชีวิตอยู่, มันคือสัญญะแห่งการต่อต้าน... พวกเราอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวมานานเกินไปแล้ว มันถึงเวลาที่เราจะต้องดูแลกันและกัน เราต้องมาอยู่ร่วมกัน”

“เดี๋ยวนะ” Arlinn พูดและยกมือของเธอขึ้น “เธอจะรวมคนมาไว้ที่ Enclave กันกี่คนเนี่ยะ?”

“เท่าที่ผู้คนจะปรารถนา” Katilda ตอบด้วยมาดสุขุมกว่าเดิม “ยิ่งพวกเรามีศรัทธา และจำนวนมากเท่าใด พลังที่จะขับเคลื่อน Celestus ก็จะยิ่งมากขึ้น... และคงถึงเวลาแห่งความสมดุลที่เราตามหา”

Arlinn ส่ายหัวด้วยความเหนื่อยหน่าย... มันไม่ใช่เวลาที่ดีที่จะรวบรวมผู้คนมากมายมาไว้ที่กลางป่าไกลผู้ไกลคน

ในช่วงเวลาที่เหล่า Vampire พร้อมจะออกล่า และเหล่าหมาป่าที่มองหาเหยื่อเช่นกัน

“มันไม่ต่างจากการส่งจดหมายเชิญไปหาพวกนักล่ายามราตรีของ Innistrad เลยนะ... เราเห็นผู้คนถูกฆาตรกรรมมามากเกินพอแล้ว, การรวมคนเพื่อมาสุ่มเสี่ยงกับนิทานปรัมปราของเธอมันเสี่ยงเกินไป”

“ข้าไม่เคยอ่านนิทาน” Katilda ตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง และลุกขึ้นยืน... ร่างของเธอสูงตระหง่านเกินกว่าที่ Arlinn คาดคะเนไว้แต่แรก... ราวกับต้นโอ๊กขนาดใหญ่ก็มิปาน

กลิ่นจางๆ ของความตายลอยเข้าจมูกของ Arlinn... ซึ่งเธอคิดว่ามันไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย... Katilda ไม่ใช่พวกผีดิบ เธอไม่ควรจะมีกลิ่นเช่นนี้ “พวกเรามีหนทางแห่งการปกป้องของพวกเรา Arlinn Kord, ผู้พิทักษ์ที่เคยขับไล่ภัยร้ายจากความมืดมิดได้มาแลกเปลี่ยนกับพวกเรา และสิ่งที่ท่านได้บอกกับพวกเราก็คือ “ถ้าเจ้าจะให้ดวงตะวันทอแสงอีกครั้ง เจ้าต้องนำสิ่งที่หายไปกลับมาเสียก่อน”

 

Redtooth ส่งเสียงคำรามขู่เบาๆ เช่นเดียวกับ Streak

มันเป็นสัญญาณที่บอกให้ Arlinn รู้ว่าการสนทนาในครั้งนี้ ไม่น่าจบลงได้ด้วยดี

“แต่เธอยังไม่ได้บอกเลย ว่าพิธีกรรมพวกนี้จะช่วยเราได้ยังไง” Arlinn ยังคงถามต่อไป "สมมุติว่าเรายังไม่โดนสังหารหมู่ไปก่อนน่ะนะ"

“พวกเรางั้นเหรอ?” Katilda ตอบ ก่อนที่จะชี้คฑาของเธอไปยังสะพานโค้งของ Celestus “นี่คือคำตอบที่ข้าได้พร่ำบอกกับเจ้า, เราจะใช้ Celestus เพื่อฟื้นคืนพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงกลางวัน และกลางคืน... แกนกลางของมันคือแม่กุญแจสีทอง เราต้องการลูกกุญแจสีเงินเพื่อปลดล็อกมัน”

“ในป่าของ Kessig ที่เต็มไปด้วยอันตรายเนี่ยะนะ?” Arlinn พูดขึ้น

“ใช่แล้ว... เพื่อโหมไฟแห่-”

“แห่งตวามหวัง...” Arlinn พูดแทรก “แต่ถ้ามันทำไม่ได้ล่ะ... เราจะมีทางอื่นอีกมั้ย?”

“ไม่แล้ว” Katilda ตอบด้วยเสียงที่หนักแน่นในคำตอบของเธอ “หาก Celestus ไม่ได้เปิดเครื่องขึ้นมา... อย่างถูกต้อง, ราตรีจะยึดครอง Innistrad, เหล่าวิญญาณร้าย, ผีดิบ, Vampire หรือมนุษย์หมาป่า... แฉกเช่นเจ้า จะมีเหล่ามนุษย์เป็นมื้ออาหารจนพวกเรา-”

“ข้าไม่-” Arlinn พยายามจะตอบกลับข้อปักปรำของ Katilda แต่ก็มีเสียงหวีดหวิวล่องลอยมาตามอากาศ... เสียงหอนของหมาป่า

 

เสียงที่ทุ้มลึก แต่ก็หยาบกร้านในเวลาเดียวกัน

เสียงที่ทำให้ฝูงของเธอลุกขึ้นมา และกระตุ้นให้พวกมัน... รวมถึงตัวเธอพร้อมออกล่า

เธอรู้ดีว่าเสียงหอนในครั้งนี้ เป็นของใคร... แม้มันจะห่างหายไปนานนับปี...

ในวันที่เธอทำลายบ้านของเธอเอง... วันที่ร่างของเธอเปียกชุ่มไปด้วยโคลนดินของป่ายามเที่ยงคืน... วันที่สัญชาตญาณของเธอบอกให้เธอวิ่งไปยังต้นเสียงนี้เท่านั้น...

 

12 ปีก่อน ที่เสียงนี้ทำให้เธอได้ลิ้มรสของเลือดเป็นครั้งแรก... ค่ำคืนแรกที่เธอได้รับอิสระที่แท้จริง...

วันนี้เสียงเรียกนั้นมันกระตุ้นสัญชาตญาณนั้นขึ้นมาอีกครั้ง...

 

เสียงของ Tovolar

 


Tovolar, Dire Overlord

 

 

 Magic Story ​By K. Arsenault Rivera